Loading ...
Sorry, an error occurred while loading the content.

พิธีรำลึกถึงนิโคล ัส เบนเนตต์ ครูผู้สอน ถึงชีวิต การต่อสู้ แล ะอหิงสธรรม พระไพศาล ว ิสาโล ส.ศิวรักษ์

Expand Messages
  • Win Mektripop
    พิธีรำลึกถึง นิโคลัส เบนเนท NICHOLAS IN PEACE วันอาทิตย์ที่ 28
    Message 1 of 1 , Feb 23 5:12 PM
    • 0 Attachment
      พิธีรำลึกถึง นิโคลัส เบนเนท NICHOLAS IN PEACE

      วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

      เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา (เจริญนคร)



      9.00 - 10.00 น.         เพื่อนมิตรพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

      10.00-10.45 น.          ตัวแทนเพื่อนมิตรกล่าวรำลึกถึงนิโคลัส เบนเนท

         * พระไพศาล วิสาโล
         * อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
         * อาจารย์โคทม อารียา

      10.45 - 11.00 น.       ประธานพิธีจุดธูปเทียน

      พระไพศาล วิสาโล ประกอบพิธีทางศาสนาส่งนิโคลัส สู่สันติภาพนิรันดร์

      11.00 - 11.30 น.       เพื่อนมิตรทยอยกันวางดอกไม้บนพานหน้ารูปภาพนิโคลัส

      11.30 - 12.00 น.       พระฉันเพล

      12.00 น.                  รับประทานอาหารร่วมกัน ณ เรือนร้อยพัน


      ติดต่อสอบถามและกรุณายืนยันถ้าจะมา จะได้เตรียมอาหารได้ถูกต้อง

      คุณลัดดาวัลย์   081-444-9463

      คุณไพโรจน์      084-066-7161

      คุณสันติสุข      081-300-3300


      แด่นิโคลัส เบนเน็ต โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์

      นิโคลัส เบนเน็ต เพิ่งตายจากไปเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๐  ณ ประเทศโปรตุเกส คือเขามีบ้านเพื่ออยู่กับมอนตาเน็ต ภรรยาชาวฝรั่งเศสของเขาที่นั่นหลังหนึ่ง สำหรับฤดูร้อน และมีที่ภูเก็ตอีกหลังหนึ่ง เพื่ออยู่เมืองไทยในฤดูหนาว โดยเขาใช้เงินที่ขายบ้านพ่อแม่ ณ ตำบล แฮมสเตด ในกรุงลอนดอน ที่เขาได้รับส่วนแบ่งจากมรดกมาใช้ เพื่อหาความสุขในบั้นปลายชีวิต เมื่อเกษียณอายุออกมาจากธนาคารโลกแล้ว โดยเขามีเวลาภาวนาและทำโยคะแทบทุกวัน

      นิโคลัสเป็นคนแปลก ที่แหวกแนวออกจากกระแสหลัก แต่ก็แนบสนิทกับสถาบันกระแสหลักมาเกือบจะตลอดชีวิต แม้เมื่อก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็เดินทางด้วยตัวคนเดียวไปจนติมบักตู ในอาฟริกา อย่างน่าตื่นเต้น ดังเขาเขียนเล่าไว้และได้ตีพิมพ์แล้วด้วย ในหนังสือชื่อ Zigzag to Timbuktu (๑๙๖๓)

      เมื่อไปเรียน PPE ที่ออกซฟอร์ด เขาร่วมเดินขบวนคัดค้านการมีอาวุธนิวเคลียร์ของอังกฤษ และถูกจับพร้อมกับเบอทรัน รัสเซล ซึ่งเวลานั้นอายุกว่า ๙๐ แล้ว ในขณะที่นิโคลัสอายุเพิ่งจะย่างเข้า ๒๐

      เขาแรกทำงานให้ UNESCO ซึ่งส่งเขามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ณ กระทรวงศึกษาธิการ ในกรุงเทพฯ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญมีผมยาว ใส่กางเกงยีนส์ และเกือกแตะฟองน้ำ แต่คุณหญิงอัมพร มีศุข ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองวิเทศสัมพันธ์ของกระทรวง ก็โปรดปรานเขา โดยเขามีส่วนร่วมร่างโครงการต่างๆ ให้กระทรวงได้เงินตราจากต่างประเทศมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตรมิใช่น้อย

      นิโคลัสกับมอนตาเน็ตมาอยู่เมืองไทยในปลายทศกะที่ ๑๙๖๐ จนถึงต้นทศกะที่ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เขาคบกับเยาวชนหัวก้าวหน้า ที่เริ่มคิดอย่างแหวกกระแสหลักออกไป โดยเขามีส่วนเกื้อกูลกับเยาวชนเหล่านี้เป็นอย่างมาก ด้วยมิตรภาพของเขา และความคิดความอ่านของเขา พร้อมทั้งการแนะนำหนังสือใหม่ๆ ให้เยาวมิตรไทยได้อ่าน จนบ้านเขาเป็นที่พักพิงของเยาวมิตรบางคนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะก็เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิศิษฐ์ วังวิญญู ประชา หุตานุวัตร สันติสุข โสภณศิริ และไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์

      เมื่อก่อนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๑๙๗๖ ขึ้นนั้น พวกเราทั้งที่เป็นชาวพุทธ คริสต์ และมุสลิม ได้ตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมขึ้น (Coordinating Group for Religion and Society) โดยหวังว่าจะใช้ศาสนธรรมมาเป็นพลังในการลดความรุนแรง ซึ่งกำลังเผยทีท่าออกมายิ่งๆ ขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัวนัก สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ และโกศล ศรีสังข์ แห่งสภาคริสตจักร เป็นตัวตั้งตัวตีที่สำคัญของฝ่ายคริสต์ ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายพุทธ แต่แล้ววิกฤตการณ์ ๖ ตุลาคม ก็เป็นเหตุ ให้ข้าพเจ้าต้องอยู่นอกประเทศถึงสองปี เฉกเช่น โกศล ศรีสังข์ด้วยเหมือนกัน

      ในช่วงเวลาดังกล่าว นิโคลัส ได้เข้ามาร่วมพยุง CGRS อย่างแข็งขัน ด้วยความร่วมมือของโคทม อาริยา และศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์  สองคนหลังนี้เข้ามาสู่ CGRS ด้วยคำแนะนำของป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งก็ต้องลี้ภัยไปอังกฤษเช่นเดียวกับข้าพเจ้า โดยเราได้ร่วมกันตั้งมูลนิธิมิตรไทยขึ้นที่นั่น  เพื่อช่วยเมืองไทยด้านข้อมูลข่าวสาร และงานด้านนสิทธิมนุษยชน โดยประสานกับ CGRS อย่างไม่เปิดเผยอีกด้วย

      ในช่วงที่นิโคลัสไปอังกฤษ ก็ได้ไปประชุมก่อตั้งมิตรไทยกับเรา ที่บ้านบิดามารดาเขาด้วย โดยที่นิโคลัสสมารถโยงใยเยาวมิตรชาวไทยของเขาให้เข้ามามีบทบาทใน CGRS ยิ่งๆ ขึ้น โดยเฉพาะก็สันติสุข โสภณสิริ และไพศาล วรวิสิทธ์ ซึ่งแม้จะอุปสมบทออกเป็นพระไพศาล วิสาโลแล้ว ก็ยังอุทิศตนเพื่อ  CGRS อย่างเต็มที่ จนหน่วยงานนี้ปลาสนาการไปตามพระอนิจลักษณะ

      งานเขียนของนิโคลัส ในช่วงที่อยู่เมืองไทย ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยโครงการตำรามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในชื่อว่า Bridge and Barrier on Development ซึ่งมีแปลเป็นไทยด้วย นับว่านิโคลัสให้ข้อคิดและตั้งคำถามในเรื่องการพัฒนาอย่างน่าสนใจ และเขาแนะนำนักการศึกษานอกกระแสหลักให้พวกเราได้รู้จักด้วย โดยเฉพาะก็ Paulo Faeiri  และ Ivan Illich ดังงานของคนทั้งสองนี้ก็มีแปลเป็นภาษาไทยด้วยแล้ว ยิ่งกับ Ivan Illich ด้วยแล้ว เราสนิทสนมกันเป็นพิเศษ จนพวกเราบางคนได้ไปเยี่ยมเขาถึง Cana vaca  ซึ่งเขาตั้งเป็นศูนย์การศึกษานอกกระแสหลักอยู่ในประเทศแมกซิโก โดยที่ข้าพเจ้าได้สนิทสนมกับเขา ต่อมาจนเขาตายจากไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง

      เมื่ออกจากเมืองไทยไปแล้ว นิโคลัสไปทำงานที่ธนาคารโลก โดยการเป็นผู้แทนหน่วยงานนั้นในประเทศที่ยากจน เริ่มแต่เนปาล โดยเขาเดินไปเยี่ยมหมู่บ้านต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง บางทีเดินเป็นวันๆ ตัวเขาเองไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว มีแต่มอเตอร์ไซด์ ซึ่งใช้ในเมือง (เพราะจักรยานสองล้อสู้กับการขึ้นภูเขาไม่ไหว) หากใช้ขาทั้งสองกับม้าเป็นพาหนะเวลาออกนอกเมือง

      นิโคลัสมีความสุขมากกับชาวพื้นเมืองที่ห่างไกลตัวเมืองออกไป เขาให้การศึกษาและให้แนวคิดใหม่ๆ และเรียนรู้จากคนเหล่านั้น แม้จะต้องผ่านล่าม ผู้คนเหล่านั้นก็รับเขาเป็นเพื่อนได้อย่างสนิทใจ โดยที่ไม่มีใครในสถาบันการเงินเป็นอันยิ่งใหญ่ในระดับโลก ได้ลงไปคลุกคลีกับพวกเขาเช่นนี้มาก่อนเลย ต่อมานิโคลัสได้ย้ายไปประจำอยู่ในอาฟริกาด้วย

      เวลาเขาไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตัน หากเป็นช่วงที่ข้าพเจ้าลี้ภัยไปประเทศนั้น เราก็ได้พบกัน แม้เมื่อข้าพเจ้าหนีสุจินดา คราประยูรไปอยู่ที่ญี่ปุ่น นิโคลัสก็ตามไปเยี่ยมถึงที่นั่น

      มิตรภาพของเรากระชับมั่นตลอดมา ยิ่งเมื่อเขามามีบ้านอยู่ที่ภูเก็ตด้วยแล้ว เขาเชิญลูกเมียข้าพเจ้าให้ไปพักกับเขา ดังเพื่อนคนอื่นๆ ก็เช่นกัน และเมื่อข้าพเจ้าอายุครบ ๗๐ ปี นิโคลัสก็กรุณาช่วยเขียนคำนิยมให้อย่างน่าจับใจ ในหนังสือชื่อ Socially Engaged Spirituality: Essays in Honor of Sulak Sivaraksa on His 70th BirthdayThe Wisdom of Sustainability: Buddhist Economics for the 21st Century ข้าพเจ้ารู้สึกสำนึกถึงบุญคุณของเขาอยู่อย่างไม่รู้ลืม  ดังต่อมาเขาได้รวบรวมบทความต่างๆ ให้ข้าพเจ้าและเขียนคำนำให้ด้วย ในหนังสือเล่มล่าสุดที่ตีพิมพ์ในสหรัฐชื่อ

      อัตชีวประวัติของเขาชื่อ All in the case of Duty นั้น มีสำนักพิมพ์ในประเทศสวิสรับแปลและจะตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส โดยที่ประชา หุตานุวัตร ก็รับแปลเป็นไทย

      พวกเราในเมืองไทย กำหนดจัดงานบุญอุทิศให้นิโคลัส เบนเน็ต ณ เรือนร้อยฉนำ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เลขที่ ๖๖๖ ถนนเจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ แต่เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป โดยพระไพศาล วิสาโล จะแสดงธรรมานุสรณ์ถึงกัลยาณมิตรของเราคนนี้ด้วย ณ ที่นี้เองเมื่อตอนเราเปิดเรือนร้อยฉนำในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นิโคลัสก็ได้ไปร่วมด้วย และได้แสดงปาฐกถาเสม พริ้งพวงแก้วในโอกาสนั้นด้วย

      นิโคลัสพูดถึงตัวเองด้วยสามวลี ว่าเขาเป็น authoritarian, anarchist and activist แต่ถ้าเราจะเอ่ยถึงเขาเป็นภาษาอังกฤษ คงสรุปได้สั้นๆ ว่า Nicholas was unique, unforgettable, full of energy and creativity, having no place for fear, or mediocrity,. He loved life, his family, the underprivileged,. His courage was incredible, he never stopped writing, thinking, reading and giving in whatever help was needed around him. We miss him, but his formidable nature remains an example for all of us.


      รำลึกถึงนิโคลัส เบนเนตต์
      ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม พระไพศาล วิสาโล

      ย้อนหลังไปเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกับนักศึกษาธรรมศาสตร์อีกหลายคนที่เข้าห้องเรียนน้อยมาก ตลอด ๔ ปีครึ่งในมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้ามีสมุดจดคำบรรยายเพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำหรับทุกวิชาที่เข้าเรียน การเรียนรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกรั้วมหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นเองมีบุคคลผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้านับถือว่าเป็นครูได้อย่างสนิทใจ บุคคลผู้นั้นคือนิโคลัส เบนเนตต์

      นิโคลัส เบนเนตต์ เป็นชาวอังกฤษ เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ โดยมาทำงานเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง ๒๘ ปี อีกทั้งเรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์ แต่เขามีประสบการณ์ทางด้านการศึกษามาไม่น้อยกว่า ๕ ปีแล้ว โดยทำงานในประเทศอูกันดาในสมัยอีดีอามิน

      ในชั่วเวลาไม่ถึง ๒ ปีที่อยู่เมืองไทย เขาได้รับการยกย่องในหมู่นักวิชาการและนักศึกษาหัวก้าวหน้าว่าเป็นผู้ที่มีความคิดเฉียบคมด้านการศึกษา ใช่แต่เท่านั้นเขายังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง งานเขียนของเขาหลายชิ้นตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในวารสารชั้นนำหลายฉบับ เช่น ศูนย์ศึกษา ปาจารยสาร วิทยาสาร ซึ่งเป็นเวทีที่สร้างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในช่วงเดียวกันกับที่ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ได้ปลุกสำนึกปัญญาชนให้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองขนานใหญ่ ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ ในเวลาต่อมา

      ช่วงนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้รู้จักนิโคลัสผ่านงานเขียนดังกล่าว ตอนนั้นยังเข้าใจไปด้วยซ้ำว่าเขาทำงานในต่างประเทศ นิโคลัสเขียนหนังสือได้น่าอ่าน ชัดเจน เป็นระบบ และวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เสนอทางออกที่น่าสนใจ งานเขียนดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน

      หลัง ๑๔ ตุลา ฯ ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่ การปฏิรูปเกิดขึ้นในหลายวงการรวมทั้งวงการศึกษา รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติขึ้นมา แต่ในทางการเมืองนั้นนักศึกษาปัญญาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องการปฏิวัติโดยมีสังคมนิยมแบบจีนเป็นแม่แบบ การจับอาวุธเพื่อ “โค่นล้ม นายทุน ขุนศึก ศักดินา” และ “ขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกัน” เป็นคำตอบสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก

      ข้าพเจ้าเองก็คิดไม่ต่างจากคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จนกระทั่งปลายปี ๒๕๑๗ ข้าพเจ้าก็หันมาตั้งคำถามกับความรุนแรง นอกจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์แล้ว นิโคลัสเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าหันมาสมาทานสันติวิธี แม้เขามีความใกล้ชิดกับผู้นำนักศึกษาหลายคนในเวลานั้น แต่ในเรื่องนี้เขาเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง เขาเห็นว่าวิธีการกับเป้าหมายต้องไปด้วยกัน สันติสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสันติวิธีเท่านั้น

      ข้าพเจ้ารู้ในเวลาต่อมาว่า เขาเคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีที่เจนจัดมากเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ออกซฟอร์ด อีกทั้งยังติดตามงานเขียนใหม่ ๆ ด้านสันติวิธีอยู่เสมอ จึงมีความรู้ลึกซึ้งในด้านสันติวิธีทั้งในด้านทฤษฎีและประสบการณ์ในนานา ประเทศ ช่วงนั้นวิศิษฐ์ วังวิญญู ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มอหิงสา คลุกคลีตีโมงอยู่กับนิโคลัส จึงเป็นสะพานเชื่อมให้ข้าพเจ้าได้รู้จักนิโคลัส ต่อมาก็มีโอกาสสนทนากับเขาหลายครั้ง จนค้างคืนที่บ้านเขาก็บ่อย อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานกับเขาจนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ

      ตอน นั้นมีนักศึกษาประชาชนกว่าสามพันคนถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรงจากเหตุการณ์นอง เลือดที่ธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังมีการกวาดล้างคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐบาลอีกหลาย พันคนทั่วประเทศด้วยข้อหาภัยสังคม ขณะที่อีกหลายพันหนีเข้าป่าเพื่อจับอาวุธสู้กับรัฐบาล ข้าพเจ้ากับเพื่อนหลายคนทั้งพระและฆราวาสซึ่งห่วงใยในบ้านเมืองว่าจะเกิด สงครามกลางเมืองขึ้น จึงได้ช่วยกันฟื้นฟูกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมหรือกศส. (ซึ่งตั้งในปี ๒๕๑๙ แต่ก็เหมือนยุบไปหลัง ๖ ตุลา ฯ) โดยได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่านทั้งในวงการศาสนาและสิทธิมนุษยชน (เช่น สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ อาจารย์โกศล ศรีสังข์ และอาจารย์โคทม อารียา) ทั้งนี้โดยเน้นหนักเรื่องการรณรงค์เพื่อนิรโทษกรรมนักโทษ ๖ ตุลา ฯ และการปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะเราเชื่อว่ายิ่งมีการกดขี่เบียดเบียนประชาชนน้อยเท่าไร การสมานไมตรีภายในชาติก็มีโอกาสเกิดขึ้นมากเท่านั้น

      ประชา หุตานุวัตรซึ่งตอนนั้นบวชพระอยู่ รู้จักกับนิโคลัสดี ได้ชักชวนนิโคลัสให้มาเป็นกรรมการกศส.ด้วย นิโคลัสไม่ได้เป็นกรรมการแต่ในนาม แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานกศส.ซึ่งมีข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น พวกเราทำงานกันเต็มเวลาก็ว่าได้โดยอาศัยบ้านพักของนิโคลัสเป็นที่ประชุมทุกอาทิตย์ (ส่วนสำนักงานตั้งอยู่แถวสีลม) ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การติดตามสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างใกล้ชิด

      ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลในตอนนั้น แม้นายกรัฐมนตรีเป็นพลเรือน แต่มีทหารเป็นเกราะกำบัง(เสมือน “เปลือกหอย”) จึงเป็นเผด็จการเต็มที่ ไม่ยอมให้มีใครคิดต่างจากตน สื่อมวลชนถูกปิดปากเป็นประจำ การคัดค้านรัฐบาลทำได้ยากอย่างยิ่ง ในบรรยากาศเช่นนี้ กศส.ซึ่งคอยจับตาการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องรัฐบาลให้เคารพสิทธิมนุษยชน จึงเสี่ยงที่จะถูกป้ายสีจากรัฐบาลว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ และถูกจับเข้าคุกได้ง่ายมาก แต่พวกเราได้ตกลงกันว่าจะทำงานโดยยึดหลักสันติวิธี คือทำงานอย่างเปิดเผย ไม่สนับสนุนการใช้อาวุธโดยฝ่ายใดทั้งสิ้น

      ประสบการณ์ในช่วงนั้นนับว่ามีคุณค่ามาก ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากนิโคลัสหลายอย่าง ทั้งในด้านชีวิตและการทำงาน นิโคลัสเป็นคนที่ฉลาดมาก จับประเด็นเร็ว และคิดชัด (อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยกล่าวว่าในเมืองไทยคนที่มีสติปัญญาเฉียบคมจับประเด็นไวที่น่ายกย่องมีเพียง ๓ คนเท่านั้น คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต และนิโคลัส) แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน มีเมตตา แถมยังมีความกล้าหาญอย่างมาก คนที่จะมีคุณสมบัติพร้อมทั้ง ๓ ประการ (ฉลาด สุภาพ และกล้าหาญ)อย่างเขานั้นหาน้อยมาก

      นิโคลัสเป็นที่ปรึกษารัฐบาล แต่เขาเคยไม่กลัวภัยใด ๆ จากรัฐบาล ความที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีมาก่อน เขาจึงเป็นเสมือนมันสมองให้กับพวกเราในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องคัดง้างกับรัฐ ตลอด ๓ ปีที่เราทำงานภายใต้รัฐบาลเผด็จการและกึ่งเผด็จการ พวกเรามีโอกาสติดคุกตลอดเวลา เช่นเดียวกับนิโคลัสที่มีโอกาสถูกไล่ออกนอกประเทศ แต่การได้อยู่ใกล้ชิดกับนิโคลัสซึ่งเป็นคนที่ไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ ทำให้พวกเรากล้าที่จะทำงานเสี่ยงคุกตะราง

      ช่วงนั้นนิโคลัสทำงานทั้งวันและทั้งคืน กลางวันเขาทำงานให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ตกกลางคืนเขาทำงานให้กับกศส. โดยติดต่อต่างประเทศ และทำรายงานสิทธิมนุษยชนเมืองไทยราย ๒ เดือนเป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ทั่วโลก หลัง ๖ ตุลา ฯ รายงานของกศส.เป็นแหล่งข้อมูลเดียวก็ว่าได้ที่ต่างประเทศให้ความเชื่อถือ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากภาคสนามโดยเจ้าหน้าที่ของกศส.เอง (ซึ่งต่อมาบางคนถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์ระหว่างลงพื้นที่หาข้อมูล)

      ในชั่วเวลาแค่ปีเดียวนิโคลัสได้สร้างเครือข่ายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าส.ส. นักหนังสือพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น หลายคนได้มาเยือนพวกเราถึงสำนักงาน ทำให้กศส.เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมาก นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กศส.ไม่ถูกรัฐบาลเล่นงาน

      ควรกล่าวด้วยว่านิโคลัสยังเป็นสื่อกลางระหว่างกศส.กับอาจารย์ป๋วยและมูลนิธิมิตรไทยที่ประเทศอังกฤษ อาจารย์ป๋วยเป็นคนไทยที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการรณรงค์ต่างประเทศเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย ก่อนที่จะล้มป่วยเป็นอัมพาตในเดือนกันยายน ๒๕๒๐ คำแนะนำของอาจารย์ป๋วยผ่านนิโคลัส (ซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นจดหมายจากลอนดอนโดยใช้นามว่า Richard Evans) เป็นทั้งกำลังใจและเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของพวกเรามาก

      แรงกดดันจากนานาประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่องร่วม ๒ ปี ทำให้ในที่สุดรัฐบาลไทยต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษคดี ๖ ตุลา ฯ ในเดือนกันยายน ๒๕๒๑ และหลังจากที่บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้น การเรียกร้องของคนในประเทศร่วมกับแรงกดดันจากต่างประเทศ ก็ทำให้รัฐบาลต้องยกเลิกกฎหมายภัยสังคม ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมคนอย่างไม่มีกำหนดโดยไม่ต้องขึ้นศาล ทั้งหมดนี้ต้องถือว่านิโคลัสมีส่วนอย่างสำคัญ การผ่อนคลายในทางการเมือง โดยเป็นเผด็จการน้อยลง มีส่วนทำให้ในเวลาต่อมาผู้ที่เข้าป่าได้วางอาวุธกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามกลางเมืองอย่างเพื่อนบ้าน

      นิโคลัสอายุมากกว่าข้าพเจ้า ๑๕ ปี แต่เขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเพื่อนยิ่งกว่า “ผู้ใหญ่”อีกทั้งยังรับฟังความคิดของเรา และพร้อมรับคำติติง เขาจึงเป็นเสมือนครูที่ส่งเสริมให้พวกเรากล้าคิดกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันมีอุบายในการกระตุ้นให้เราเอาชนะความกลัว เขาพยายามผลักดันให้เราก้าวไปให้ไกลที่สุดจนกว่าจะถึงขีดจำกัดของตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จะว่าไปแล้วสถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นก็เป็นใจ แม้ความกดดันจะมีมากแต่มันก็ได้รีดเค้นเอาส่วนที่ดี ๆ ของเราออกมามิใช่น้อย โดยเฉพาะการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าตัวเอง พวกเราหลายคนไม่กลัวติดคุกเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบ กับเคราะห์กรรมที่ผู้อื่นประสบอย่างหนักหนาสาหัสในเวลานั้น

      อีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนจากนิโคลัสคือ อหิงสธรรม แม้เขาจะเป็นนักยุทธวิธีด้านสันติวิธีตัวฉกาจ แต่วิถีชีวิตของเขาก็เป็นไปในทางสันติด้วย เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ จริงใจ และยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เขาเป็นคนที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์มาก (แต่ก็ไม่ใจอ่อนจนตามใจเขา) เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่ถือชั้นวรรณะหรือสถานะการศึกษา ทำให้ผู้อื่นสามารถคบกับเขาได้อย่างสนิทใจ

      เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ปี ๒๕๒๒ นิโคลัสได้ย้ายไปทำงานที่ประเทศเนปาล ที่นั่นเขาได้สร้างคนรุ่นใหม่หลายคน เขาพาคนเหล่านี้ขึ้นเขาไปตามหมู่บ้านกันดารเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาควบคู่กับการสร้างจิตสำนึก เขาไม่เหมือน “ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตก”ทั่วไป เพราะเขาไม่ชอบนั่งวางแผนในห้องแอร์ แต่จะต้องลงพื้นที่และไปอยู่กินกับชาวบ้าน เขาเป็นคนที่อดทนและแข็งแรง สามารถเดินข้ามเขาเป็นลูก ๆ เป็นเวลาหลายวัน พร้อมกับพาเจ้าหน้าที่พื้นเมืองไปด้วย ทราบว่าหลายคนต่อมาได้เป็นแกนนำในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเนปาล

      หลังจากอยู่เนปาล ๕ ปี นิโคลัสกลับไปทำงานในแอฟริกาเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี ไม่ว่าที่กานา คาเมรูน หรือเอธิโอเปีย งานที่เขากัดไม่ปล่อยคือการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท เช่นเดียวกับที่เนปาล เขาอยู่ในสำนักงานหรือเมืองหลวงน้อยมาก แต่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พื้นเมืองและชาวบ้าน โดยใช้ชีวิตแตกต่างกับเขาน้อยมาก

      นิโคลัสเป็นนักมนุษยนิยมที่อุทิศตนเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างแข็งขันที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก
      ในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ เขาสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ แต่เขากลับเห็นเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านเพื่อ ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก ในระยะหลังเขาออกจะเบื่อหน่ายวัฒนธรรมปัญญาชน ที่เอาแต่อ่าน คิด และเขียน แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ ดังนั้นเขาจึงหันมาใช้ชีวิตแทบจะตรงกันข้าม เขาอ่านหนังสือน้อยลงและแทบไม่มีงานเขียนออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่เขาเคยเป็นนักอ่านตัวยงและเป็นนักเขียนที่เก่งมาก ทั้งนี้เพื่อทุ่มเทให้กับการทำงานที่ส่งผลถึงชาวบ้านจริง ๆ แต่ก็ยังดีที่เขาได้เขียนอัตชีวประวัติเอาไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ที่น่าสนใจ เพราะชีวิตของเขานั้นโลดโผนและมีสีสันมาก ยากจะมีใครที่มีประสบการณ์ต่อสู้คัดง้างรัฐบาลเผด็จการในนานาประเทศอย่างต่อ เนื่องร่วม ๔๐ ปีอย่างเขา

      นิโคลัสเป็นคนที่ต่อต้านระบบ ไม่เชื่อในอำนาจรัฐและไม่ศรัทธาในสถาบันขนาดใหญ่ (เขาเคยพูดถึงตัวเองว่าเป็น authoritarian anarchist) แต่เกือบสองในสามของชีวิตเขาทำงานให้กับองค์กรระดับโลก คือสหประชาชาติ โดยประพฤติตัวเหมือน “ขบถ” ในนั้นโดยตลอด อาจเป็นเพราะเขาต้องการใช้ทรัพยากรขององค์กรเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของผู้ ทุกข์ยาก น่านับถือที่เขาไม่ถูกกลืนโดยวัฒนธรรมองค์กรเหล่านั้นเลย แต่ในเวลาเดียวกันเขาคงรู้สึกแปลกแยกกับผู้คนในองค์กรเหล่านั้นมิใช่น้อย นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ยอมปักหลักอยู่ในสำนักงานเลย แม้ต่อมาเขาย้ายไปทำงานที่ธนาคารโลก แต่เขาก็ไม่ยอมอยู่กรุงวอชิงตัน อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ แต่ลงไปทำงานในแอฟริกาเช่นเดิม

      นิโคลัสใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันมาตลอด จนกระทั่งเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางประสาทกล้ามเนื้อที่เป็นกรรมพันธุ์ พี่ชายเขาเสียชีวิตด้วยโรคนี้หลังจากล้มป่วยไม่นาน แต่นิโคลัสได้ประคองและดูแลรักษาตัวจนสามารถอยู่ได้นานเกือบ ๑๐ ปี

      นิโคลัสนับถือพุทธศาสนา เขาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าศรัทธามั่นคงในพระศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก รวมทั้งสันติวิธี ภรรยาของเขาคือมองตาเน็ตก็เป็นครูโยคะคนแรกของข้าพเจ้าตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ แม้เขาไม่ค่อยสนใจประเพณีพิธีกรรมและการภาวนาในรูปแบบ แต่เขาก็เป็นชาวพุทธที่แท้ที่มั่นคงในหลักการ เขาเตรียมพร้อมรับมือความตายอยู่ทุกขณะ เขามีอาการหนักจนโคม่าเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ และสิ้นลมเมื่อตี ๒ ของวันถัดมา สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี

      ในหนังสือเรื่อง “สร้างสันติด้วยมือเรา” ที่ตีพิมพ์ในปี ๒๕๓๔ ข้าพเจ้าได้เขียนคำอุทิศว่า
      “แด่ นิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม” จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณของครูผู้นี้ และจะระลึกถึงตราบจนชีวิตจะหาไม่
      --
      Win (pop)
      081 337 4771
      TRRM, Volunteer Spirit Network
      www.volunteerspirit.org
      ==============================
      We exist for one single purpose: So that more and more people discover their own spirit to make good things happen :-)

    Your message has been successfully submitted and would be delivered to recipients shortly.